Open Interest (OI) คืออะไร? ใช้หาจุดกลับตัวตลาดอย่างไร
Open Interest (OI) คืออะไร? ข้อมูลดิบที่ใช้หาจุดกลับตัวตลาด
ในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะตลาดอนุพันธ์ การทำความเข้าใจเครื่องมือและข้อมูลต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจซื้อขาย หนึ่งในข้อมูลดิบที่มีความสำคัญและนักลงทุนมืออาชีพมักใช้ประกอบการวิเคราะห์คือ “Open Interest (OI)” หรือสัญญาคงค้างของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเปรียบเสมือนข้อมูลดิบที่หลอกไม่ได้ด้วยกราฟ ที่ใช้หาจุดกลับตัวตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Open Interest (OI) อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย ความแตกต่างจาก Volume ไปจนถึงประโยชน์และวิธีการนำไปใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด รวมถึงการหาจุดกลับตัวของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลนี้ไปปรับใช้ในการลงทุนของคุณได้อย่างมั่นใจ
ทำความรู้จัก Open Interest (OI) คืออะไร?
ความหมายของ Open Interest (OI)
Open Interest (OI) คือ สัญญาคงค้างของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ถูกเปิดอยู่และยังไม่ถูกปิดในตลาดอนุพันธ์ โดย OI จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ซื้อ (Long Position) และผู้ขาย (Short Position) ทำการเปิดสถานะใหม่และจับคู่กันสำเร็จ ซึ่งสถานะเหล่านี้จะยังคงอยู่ตราบใดที่ยังไม่มีการปิดสัญญา การที่สัญญาถูกเปิดค้างไว้จำนวนมาก บ่งบอกถึงความสนใจและการสะสมสถานะในสินค้านั้นๆ ของนักลงทุน
OI กับ Volume: ความแตกต่างเบื้องต้น
แม้ Open Interest (OI) และ Volume (ปริมาณการซื้อขาย) จะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันในตลาดอนุพันธ์ แต่ทั้งสองมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง OI คือยอดสะสมของสถานะสัญญาที่ยังคงค้างอยู่ตั้งแต่วันแรกที่มีการซื้อขาย ในขณะที่ Volume คือปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงภายในวันนั้นๆ เท่านั้น ไม่มีการสะสมจากวันก่อนหน้า ความแตกต่างนี้เป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง
Open Interest (OI) แตกต่างจาก Volume อย่างไร? (พร้อมตัวอย่าง)
ตัวอย่างสถานการณ์: การคำนวณ OI และ Volume ในแต่ละวัน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่าง Open Interest (OI) และ Volume ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างสถานการณ์สมมติต่อไปนี้:
**Day 1:**
* **เวลา 10:00 น.:** นาย A เปิดสถานะ Long 1 สัญญา และนาย B เปิดสถานะ Short 1 สัญญา ทั้งคู่จับคู่กันสำเร็จ
* **Open Interest (OI):** เพิ่มขึ้น 1 สัญญา (เพราะมีสถานะใหม่ถูกเปิดและจับคู่กัน)
* **Volume:** เพิ่มขึ้น 2 สัญญา (การซื้อ 1 สัญญา + การขาย 1 สัญญา)
* **เวลา 11:00 น.:** นาย C เปิดสถานะ Short 1 สัญญา และนาย B ปิดสถานะ Long 1 สัญญา (นาย B เดิมมี Short อยู่แล้ว หากปิด Long ก็คือการส่งคำสั่งตรงข้าม)
* **Open Interest (OI):** ยังคงเป็น 1 สัญญาเท่าเดิม (เพราะสถานะของนาย B ถูกปิดไป แต่สถานะของนาย C ถูกเปิดขึ้นมาทดแทน ทำให้ยอดสุทธิของสัญญาคงค้างไม่เปลี่ยนแปลง)
* **Volume:** เพิ่มขึ้น 2 สัญญา (การซื้อ 1 สัญญา + การขาย 1 สัญญา) ทำให้ Volume รวมของวันเป็น 4 สัญญา
* **เวลา 12:00 น.:** นาย D เปิดสถานะ Long 1 สัญญา และนาย C เปิดสถานะ Short เพิ่มอีก 1 สัญญา (นาย C เดิมมี Short อยู่แล้ว และเปิดเพิ่ม)
* **Open Interest (OI):** เพิ่มขึ้น 1 สัญญา จาก 1 เป็น 2 สัญญา (เพราะมีสถานะใหม่ถูกเปิดเพิ่มขึ้นโดยนาย D และนาย C)
* **Volume:** เพิ่มขึ้น 2 สัญญา (การซื้อ 1 สัญญา + การขาย 1 สัญญา) ทำให้ Volume รวมของวันเป็น 6 สัญญา
**Day 2:**
* **เวลา 10:00 น.:** นาย E เปิดสถานะ Short 100 สัญญา และนาย A ปิดสถานะ Long 100 สัญญา (นาย A เดิมมี Long อยู่ 1 สัญญา และเปิดเพิ่มอีก 99 สัญญาเพื่อปิดพร้อมกัน หรือมี Long 100 สัญญาอยู่แล้ว)
* **Open Interest (OI):** เพิ่มขึ้น 100 สัญญา จาก 2 เป็น 102 สัญญา (เพราะนาย A ปิดสถานะไป แต่มีนาย E เข้ามาเปิดสถานะใหม่จำนวนมาก ทำให้ยอดรวมสัญญาคงค้างเพิ่มขึ้น)
* **Volume:** เพิ่มขึ้น 200 สัญญา (การซื้อ 100 สัญญา + การขาย 100 สัญญา) ทำให้ Volume รวมของ Day 2 ณ ขณะนี้เป็น 200 สัญญา
สรุปความแตกต่างสำคัญระหว่าง OI และ Volume
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า:
* **Open Interest (OI)** คือยอดสะสมของสถานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ถูกเปิดค้างไว้และยังไม่ถูกปิด ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีสถานะใหม่ถูกเปิดและลดลงเมื่อสถานะถูกปิด
* **Volume** คือปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวันเท่านั้น ไม่มีการสะสมจากวันก่อนหน้า โดยจะนับทุกครั้งที่มีการจับคู่คำสั่งซื้อขายไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือปิดสถานะ
ดังนั้น OI จึงสะท้อนถึง “จำนวนสัญญาที่ยังคงอยู่” ในตลาด ในขณะที่ Volume สะท้อนถึง “ความคึกคัก” หรือ “กิจกรรมการซื้อขาย” ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
ประโยชน์ของการสังเกต Open Interest (OI) ในการวิเคราะห์ตลาด
OI บอกอะไรเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด?
การสังเกตปริมาณ Open Interest (OI) ที่สะสมในตลาดสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและความแข็งแกร่งของเทรนด์ได้:
* **ปริมาณ OI ที่มาก:** บ่งบอกถึงการสะสม Position จำนวนมากในตลาด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามีนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมในการวางเดิมพัน ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเมื่อเทรนด์เริ่มชัดเจน
* **ปริมาณ OI ที่น้อย:** อาจบ่งบอกถึงความสนใจที่ลดลง หรือการที่นักลงทุนรายใหญ่เริ่มถอนตัวออกจากตลาด ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่รุนแรง หรือการที่เทรนด์ปัจจุบันเริ่มอ่อนแรงลง
การสะสม Position และอำนาจในการทำราคา
เมื่อ OI มีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มักเป็นสัญญาณว่ามีการสะสม Position ของนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาในตลาด การสะสม Position เหล่านี้แสดงถึง “อำนาจในการทำราคา” ของกลุ่มนักลงทุนเหล่านั้น หากพวกเขาสะสม Long Position มาก ก็มีแนวโน้มที่จะผลักดันราคาให้สูงขึ้น และในทางกลับกัน หากสะสม Short Position มาก ก็มีแนวโน้มที่จะกดดันราคาให้ต่ำลง การเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ OI จึงช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ทิศทางและแรงขับเคลื่อนของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
ใช้ Open Interest (OI) หาจุดกลับตัวและยืนยันแนวโน้มได้อย่างไร?
การวิเคราะห์ Open Interest (OI) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลราคาและ Volume เสมอ เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของสัญญาณ โดยสามารถแบ่งการใช้งานออกเป็น 2 กรณีหลักๆ ดังนี้:
กรณีที่ 1: OI เพื่อยืนยันแนวโน้มต่อเนื่อง
การเพิ่มขึ้นของ OI พร้อมกับการเคลื่อนไหวของราคาและ Volume สามารถใช้ยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้มปัจจุบันได้:
* **ราคาขึ้น + Volume เพิ่ม + OI เพิ่ม:** เป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าแนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาเปิดสถานะ Long เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่คึกคัก
* **ราคาลง + Volume เพิ่ม + OI เพิ่ม:** เป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าแนวโน้มขาลงมีโอกาสดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาเปิดสถานะ Short เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่คึกคัก
กรณีที่ 2: OI เพื่อหาจุดกลับตัวหรือจุดหยุดของเทรนด์
การลดลงของ OI มักเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงการปิดสถานะของนักลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดลงหรือการกลับตัวของเทรนด์:
* **ราคาลง + Volume ลด + OI ลด:** บ่งบอกว่าแรงขายเริ่มอ่อนแรงลง และนักลงทุนเริ่มทยอยปิดสถานะ Short ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะหยุดลงและอาจเกิดการกลับตัวเป็นขาขึ้น
* **ราคาลง + Volume เพิ่ม + OI ลด:** เป็นสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่ามีโอกาสเป็นจุดต่ำสุด (Bottom) ของรอบ เนื่องจากแม้จะมี Volume การซื้อขายสูง แต่ OI กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่าแรงซื้อที่เข้ามาเป็นการปิดสถานะ Short ของนักลงทุนรายใหญ่ ไม่ใช่การเปิด Short เพิ่ม ทำให้แรงกดดันลดลงอย่างรวดเร็ว
* **ราคาขึ้น + Volume ลด + OI ลด:** บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงลง และนักลงทุนเริ่มทยอยปิดสถานะ Long ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะหยุดขึ้นและอาจเกิดการกลับตัวเป็นขาลง
* **ราคาขึ้น + Volume เพิ่ม + OI ลด:** เป็นสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่ามีโอกาสเป็นจุดสูงสุด (Peak) ของรอบ เนื่องจากแม้จะมี Volume การซื้อขายสูง แต่ OI กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่าแรงขายที่เข้ามาเป็นการปิดสถานะ Long ของนักลงทุนรายใหญ่ ไม่ใช่การเปิด Short เพิ่ม ทำให้แรงผลักดันขาขึ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวัง: OI เป็นเพียงองค์ประกอบเสริม
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ Open Interest (OI) เป็นเพียงองค์ประกอบเสริมในการวิเคราะห์ตลาด ไม่ใช่ตัวตัดสิน 100% การตัดสินใจขั้นสุดท้ายควรพิจารณาร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เช่น รูปแบบราคา (Price Pattern), แนวรับแนวต้าน (Support/Resistance), อินดิเคเตอร์ต่างๆ และข้อมูลพื้นฐาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและรอบด้านมากที่สุด การพึ่งพา OI เพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดได้
วิธีดูข้อมูล Open Interest (OI) บนเว็บไซต์ SET
ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูล OI บน SET.or.th
นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูล Open Interest (OI) ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายบนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีขั้นตอนดังนี้:
1. เข้าสู่เว็บไซต์ SET.or.th
2. ไปที่เมนู “ตลาดอนุพันธ์” หรือ “TFEX”
3. เลือกเมนู “ข้อมูลการซื้อขาย” หรือ “สถิติ”
4. มองหาส่วนที่เรียกว่า “สถิติการซื้อขายรายซีรีส์” หรือ “ข้อมูลการซื้อขายรายวัน” ซึ่งจะแสดงข้อมูล OI, Volume และราคาของแต่ละซีรีส์สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ข้อมูลเหล่านี้จะอัปเดตเป็นประจำทุกวัน ทำให้คุณสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของ OI ได้อย่างต่อเนื่อง
กรณีศึกษา: การอ่านข้อมูล OI จากซีรีส์ H23 (ช่วงตลาด Bottom)
ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ตลาดอยู่ในช่วงขาลงอย่างรุนแรง และเรากำลังมองหาสัญญาณของจุดต่ำสุด (Bottom) หากเราสังเกตเห็นว่าราคาของซีรีส์สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่น ซีรีส์ H23 มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน Open Interest (OI) กลับเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่านักลงทุนรายใหญ่ที่เคยเปิดสถานะ Short ไว้จำนวนมาก กำลังทยอยปิดสถานะทำกำไร หรือลดความเสี่ยงลง การลดลงของ OI ในช่วงที่ราคายังคงปรับตัวลง อาจหมายถึงแรงขายที่แท้จริงเริ่มหมดลง และตลาดกำลังเข้าใกล้จุดกลับตัวเป็นขาขึ้นในไม่ช้า นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า OI สามารถเป็น “ข้อมูลดิบที่หลอกไม่ได้” ในการช่วยยืนยันสัญญาณการกลับตัวของตลาดได้เป็นอย่างดี
บทความนี้ได้พาคุณไปเจาะลึกถึง Open Interest (OI) ตั้งแต่ความหมาย ความแตกต่างจาก Volume ประโยชน์ในการวิเคราะห์แนวโน้ม ไปจนถึงวิธีการนำไปใช้ในการหาจุดกลับตัวของตลาด การทำความเข้าใจและนำ OI ไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับราคาและ Volume จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุนในตลาดอนุพันธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่าลืมว่า OI เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลัง การผสมผสานกับความรู้และประสบการณ์จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการลงทุนของคุณ
💬 ติดต่อสอบถามคอร์สเรียน คลิกเพื่อแอดไลน์
หรือสแกน QR เพื่อแอด
🎥 รับชมวิดีโอฉบับเต็ม
